วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วันพ่อ


กราบพ่อ



หอมแก้มพ่อ


กอดพ่อ



MY FEELING
      
       ก็มีหลายครั้งที่มีความรู้สึกว่า 'เบื่อ' หรือ 'ไม่รักแล้ว'  ซึ่งหนูว่าเด็กทุกๆคนก็เคยเผลอคิดแบบนั้นไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ 
      พ่อของหนูต้องไปทำงานต่างจังหวัดตลอด ตั้งแต่เด็กๆ หนูกับพี่ก็เลยจะสนิทกับแม่มากกว่าพ่อ หนูคิดมาตลอดว่าพ่อดูน่ากลัวกว่าแม่ แม่ใจดี เพราะฉะนั้นก็จะไม่ค่อยไปอ้อนพ่อ แต่จริงๆแล้วพ่อใจดีมาก เผลอๆใจดีกว่าแม่เสียอีก แต่ด้วยความที่พ่อเป็นคนที่ละเอียด ก็เลยมักจะโดนบ่นหรือดุตลอด ส่วนมากพ่ออาจจะไม่ได้ดุ แค่สอนให้ฟัง แต่หนูมักจะไม่ชอบและคิดว่าโดนดุ เพราะพ่อหนูหน้าเข้ม (ดูจากรูปเลยค่ะ) มีโทนเสียงแข็งๆและเสียงดัง ไม่เหมือนกับแม่ที่พูดแล้วดูใจเย็น แต่ช่วงหลังๆมานี้ ด้วยความที่ว่าทำงานมานาน เพราะฉะนั้นก็อาจมีการปรับเปลี่ยนหน้าที่ไปบ้าง จึงทำให้ช่วงเวลาที่พ่ออยู่บ้านนานขึ้น เช่น แต่ก่อนเวลาพ่อกลับมาอยู่บ้าน ก็อาจกลับมาแค่ 5 วัน แต่เดี๋ยวนี้ก็สักอาทิตย์สองอาทิตย์​จึงทำให้สนิทกับพ่อมากขึ้น อีกสาเหตุหนึ่งที่แต่ก่อนหนูโดนพ่อดุพ่อตีก็เพราะ พ่ออารมณ์ร้อน(หนูก็ด้วย) เวลาไปกระตุ้นต่อมโกรธของพ่อก็จะไม่รอช้าที่จะพุ่งปรี๊ด แต่เดี๋ยวนี้พ่อใจเย็นมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เข้าหาง่ายกว่าเดิม  
       หนูพยายามที่ไม่คิดแบบนั้น ไม่คิดว่า 'ไม่รักแล้ว' เพราะหนูรู้แก่ใจอยู่เสมอว่าที่พ่อทำทั้งหมด ก็เพราะพ่อรัก อยากให้หนูมีอนาคตที่ดี ไม่ลำบากแบบพ่อ พ่ออดทนพยายามทำงานเพื่อหาเลี้ยงทั้งครอบครัวด้วยตัวคนเดียว ทั้งค่าเรียนพิเศษ ค่าเทอม ค่าอาหาร อีกมากมาย แต่พ่อก็ไม่เคยคิดที่จะเลิกทำเลย ถ้าอยากได้อะไรที่มันไม่เกินกำลังมากไป พ่อก็ให้หมด พ่ออาจไม่ใช่พ่อที่ดีที่สุดในโลกนี้ แต่พ่อคือพ่อที่ดีที่สุดสำหรับหนู หนูก็ขอขอบคุณทุกๆอย่างที่พ่อทำมาเพื่อหนูทั้งหมด 



ขอบคุณค่ะ....❥❤︎



วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

งานที่ 4 พระบรมราโชวาท





“ความเข้มแข็งในจิตใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องฝึกฝนแต่เล็กเพราะว่าต่อไป ถ้ามีชีวิตที่ลำบาก ไปประสบอุปสรรคใดๆ 
ถ้าไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความรู้ ไม่มีทางที่จะผ่านอุปสรรคนั้นได้ เพราะว่าถ้าไม่เจออุปสรรคอะไร 
ก็ไม่มีอะไรที่จะมาช่วยเราได้แต่ถ้ามีความรู้ มีอัธยาศัยที่ดี และมีความเข้มแข็ง ในกาย ในใจ 
ก็สามารถที่จะผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ นั้นได้”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิต
๓๑ ตุลาคม ๒๕๑๘




Meaning

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราที่กล่าวข้างต้น ได้สอนชาวไทยทุกคนให้มีจิตใจที่เข็มแข็ง หากเรามีความรู้มากมาย แต่ไม่มีความแข็งแข็งในจิตใจ เมื่อเราประสบอุปสรรค ปัญหาต่างๆ เราก็จะไม่สามารถก้าวผ่านมันไปได้ และก็จะไม่มีอะไรมาช่วยเราได้ ในทางกลับกัน ถึงแม้ว่าเราอาจมีความรู้ไม่มาเท่าคนเก่งที่มีความรู้เหลือล้น แต่เรามีจิตใจที่เข้มแข็ง  เมื่อไปประสบอุปสรรคต่างๆในชีวิต เราก็จะไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆและเราก็จะสามารถผ่านอุปสรรคนั้นไปได้ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้น ทุกคนอาจมีความรู้ อัทธยาศัยที่ดี แต่ถ้าหากไม่มี 'จิตใจที่เข้มแข็ง' เราก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆที่เราต้องเผชิญหน้าในอนาคต



How to apply it in your daily life?

 เราสามารถนำไปพระบรมราโชวาทไปประยุกต์ใช้ได้โดยการขยันเรียนหรือทำงาน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
ต่างๆ ซึ่งหากเป็นนักเรียนหรือผู้ใหญ่ที่ต้องทำงาน อุปสรรคคืองานต่างๆ เป็นต้น หรือมีความพยายามที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี แม้ว่าอาจมีข้อผิดพลาดในขั้นตอนการดำเนินงาน ก็ไม่ย่อท้อและแก้ปัญหาจนงานนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี 
'งาน' ทีได้กล่าวถึงนั้น อาจไม่ใช้เอกสาร การบ้าน แต่อาจเป็นทักษะหรือความสามารถก็ได้ เช่น ทักษะในการร้องเพลง เป็นต้น


The one I want to give this tutelage 

อยากจะมอบพระบรมราโชวาทนี้ให้กับ นอต หรือ เด็กหญิ---เอ้ย! เด็กชาย ปณต  ตรีสุทธาชีพ ผู้ซึ่งไม่มีความ สตรอง เลยไม่ได้ไปต่อ(?) นั่นเอง #นอกเรื่องๆ 
ที่มอบพระบรมราโชวาทนี้ให้นอต  เพราะว่านอตเขามีหลายสิ่งที่เขาทำไม่ได้ อย่างเช่น ไม่สามารถกระดกลิ้นได้ เวลาจะพูดคำว่า "กลาง" มันจะกลายเป็น "กาง" และเคยลองให้นอตพูดตั้งหลายรอบแล้วแตรู้สึกเหมือนนอตไม่ค่อยพยายาม ประมาณแบบว่า 'ผมทำไม่ได้' ค่ะ แล้วก็นอตเขาร้องเพลงไม่ได้เรื่องซึ่งก็เป็นจริงและเจ้าตัวก็พูดเองด้วย เลยเข้า elective singing เพราะคิดว่าตัวเองจะสามารถร้องเพลงได้ดี
ยิ่งขึ้น แต่ก็.....ไม่ใช่อย่างที่คาด เพราะงั้นก็เลยอยากให้นอตพยายามที่จะร้องให้ได้ดีขึ้น  
ป.ล. แต่ถ้าทำไม่ได้โดยที่พยายามแล้วก็แล้วแต่บุญแต่กรรมละกันค่ะ 


PS.

หัวข้อที่ต้องเขียนว่าอยากมอบให้ใครก็ไม่ค่อยดูเหมือนงานส่งครูเนเน่สักเท่าไหร่ เพราะว่ารู้สึกว่าสองหัวข้อแรกใช้คำเป็นทางการมาก ก็เลยอยากเอาหัวข้อสุดท้ายให้มันดูผ่อนคลายหน่อยอ่ะค่ะ//เกาแก้ม












วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ประเพณีลอยกระทง






ด.ญ.พิมพ์ณภัท รัฐวิวรรธน์ ไปลอยกระทงกับคุณแม่ เมื่อวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ที่สวนสาธารณะกรมประชาสัมพันธ์​อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย 
Address : 9 ถนนพระราม 6 สามเสนใน, พญาไทย, กทม. 104400



กลอนเชิญชวนลอยกระทง





        ดวงจันทร์บนท้องฟ้า           เรามาลอยกระทงกัน
 ณ เดือนวันเพ็ญนั้น                    เดือนสิบสองแสนเรืองรอง
 ก้มลงขอขมา                             แหงนขึ้นฟ้าเงยหน้ามอง
 จันทราสาดแสงส่อง                  ทั่วนภายามราตรี                        
              

ประวัติของประเพณีลอยกระทง





 
                 วันลอยกระทง ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ เป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณโดยมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลายเช่นลอยเคราะห์บูชาพระพุทธเจ้าแต่ปัจจุบันนิยมทำเพื่อขอขมา และระลึกถึงคุณแม่พระคงคา ที่ได้อำนวยประโยชน์ต่าง ๆ แก่มนุษย์ โดยประเพณีลอยกระทงมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยประมาณ ๗๐๐ ปีมาแล้ว ประเพณีลอยกระทงได้เข้าสู่ประเทศไทยในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศ ผู้เป็นพระสนมเอกของพระร่วงเจ้าว่า "ครั้นวันเพ็ญเดือน ๑๒ ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่างๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย..." เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงมีพระราชโองการฯให้จัดพิธีลอยกระทงเป็นประจำทุกปี ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองพระราชพิธีนี้จึงได้ถือปฏิบัติเป็นประจำจนกระทั่งบัดนี้

      ประเพณีลอยกระทงมีมานานจนสืบประวัติไม่ได้ และไม่มีในคัมภีร์ทางศาสนาเสฐียรโกเศศ (พระยาอนุมานราชธน) ได้ค้นคว้าที่มาของประเพณีลอยกระทงไทยทุกภาคตลอดจนถึงประเทศใกล้เคียงคือ พม่า กัมพูชา จีน อินเดีย ได้ความว่ามีประเพณีลอยกระทงทุกประเทศด้วยเหตุผลต่างๆ กัน



เราลอยกระทงเพื่อ....

1.เพื่อขอขมาแม่คงคาเพราะได้อาศัยน้ำท่านกินและใช้และอีกประการหนึ่งมนุษย์
มักจะทิ้งและถ่ายสิ่งปฏิกูลลงไปในน้ำด้วย

2.เพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานทีซึ่งประพุทธเจ้าทรงประทับรอยพระบาทประดิษฐานไว้บนหาดทรายที่แม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย
3.เพื่อลอยทุกข์โศกโรคภัย และสิ่งไม่ดี คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์
4.เพื่อบูชาพระอุปคุตชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพแก่พระอุปคุตอย่างสูง
ซึ่งตามตำนานเล่าว่าเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มากสามารถปราบพญามารได้


การลอยกระทงไม่มีพิธีรีตอง เพียงแต่ขอให้มีกระทงจะทำด้วยอะไรก็ได้ เช่น ใบตอง
ก้านกล้วย กาบพลับพลึง เปลือกมะพร้าว กระดาษ จุดธูปเทียนปักที่กระทงแล้วอธิษฐานตามที่ตนปรารถนา เสร็จแล้วจึงลอยไปที่แม่น้ำลำคลอง